เด็กดีต้องตั้งจัยเรียน O_O เด็กดีนิดหนึ่งต้องอย่างแนนซ์ +55

วันเสาร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2554

ปลาโลมา

ปลาโลมาหลังโหนกมีลักษณะคล้ายคลึงกับปลาโลมาปากขวดทั่วไป ยิ่งมีอายุมากเท่าไรสีจะจางลงเรี่อย ๆ โคนครีบหลังเป็นฐานกว้างโค้งลงด้านหลัง บางครั้งอาจพบว่าฐานครีบมีความกว้างถึงหนึ่งในสามของความยาวลำตัวทีเดียว ในทะเลเราสามารถสังเกตปลาโลมาชนิดนี้ได้จากลำตัวที่บึกบึนกลมยาวสีท้องขาวบนหลังครีบเป็นโหนกแต่สิ่งที่ยากก็คือการจะเข้าไปใกล้ ๆ มัน

ปลาโลมาหลังโหนกมีขนาดปกติปลาโลมาตัวเต็มวัยจะมีความยาว 2 ถึง 2.8 เมตรหนัก 150 ถึง 200 กิโลกรัม ลูกโลมาเกิดใหม่ยาวประมาณ 1 เมตร หนัก 25 กิโลกรัม กินปลาเป็นหลัก การว่ายน้ำของโลมานี้จะเป็นไปอย่างช้า ๆ ไม่ชอบเล่นคลื่น บริเวณหัวเรือขณะเรือแล่น แต่ชอบเล่นในอากาศ เช่น ตีน้ำด้วยหาง
หรือโผล่หัวผลุบ ๆ โผล่ ๆ ชอบตะแคงแล้วใช้ครีบว่ายน้ำ แม้จะเป็นโลมา ที่ระแวดระวังเรือ แต่ก็สามารถเข้าฝูงกับชนิดอื่นได้ดี โดยเฉพาะพวกโลมาปากขวด โลมาหลังโหนกแพร่กระจายอยู่ทั่วไป แต่ดูเหมือนมันชอบที่จะอาศัยอยู่ตามชายฝั่งของทะเลเขตร้อน ในมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก
ซึ่งมีความลึกไม่มาหนักคือลึกไม่เกิน 20 เมตร

ชนะใจหนุ่ม(แบบไม่ต้องเป็นแม่บุญทุ่ม..)

บางคนใช้เวลาถึงหกเดือนไล่ตามคนที่หมายปอง ด้วยการทำตัวเฉียดไปเฉียดมา หมาหยอกไก่ หรือไม่ก็ทำเป็นเล่นตัวให้เข้าหายาก พยายามหาอุบายสาระพัดสาระเพ แต่แล้วก็สรุปลงท้ายเหลวเป๋ว สุนัขคาบไปรับประทานเสียนี่ ทั้งที่มีวิธีง่ายๆแค่ไม่กี่วิธีก็สามารถชนะใจผู้ชายแบบฟรีๆ ไม่ต้องเสียตังค์ทำตัวเป็นแม่บุญทุ่มเลยค่ะ มาลองเทคนิคเหล่านี้ดูสิ

โผล่มาจ๊ะจ๋าบ่อยๆจากนั้นทำตัวไม่ว่าง
ผู้ เชี่ยวชาญพฤติกรรมมนุษย์บอกว่า ยิ่งเรามีปฏิสัมพันธ์กับใครบางคนมากเท่าไร เขาก็ยิ่งชอบเรามากขึ้นเท่านั้น หลายสำนักและหลายสถาบันศึกษามาแล้วว่า การถูกกระตุ้นซ้ำๆทำให้เราชอบมันมากขึ้น เพราะฉะนั้นลืมไปได้เลยเรื่องทำเป็นเล่นตัว เย็นชา หลบเลี่ยง และไม่ว่างในช่วงเริ่มต้น แทนที่จะทำอย่างนั้น ควรยกเลิกทุกอย่าง หันมาใช้เวลากับเป้าหมายให้มาก

ตั้งอกตั้งใจประจ๋อประแจ๋เข้าไว้ เมื่อรู้สึกว่าเป้าหมายชอบเราเข้าแล้วเต็มเปา ให้เริ่มทำตัวยุ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ค่อยว่างเหมือนแต่ก่อน ห่างหายไปจนกระทั่งแทบไม่ได้เจอหน้าค่าตากันเลย เรื่องพิลึกอย่างหนึ่งของมนุษย์คือ มนุษย์มักต้องการสิ่งที่ปุบปับก็กลายเป็นของที่ได้มายาก ทั้งที่เคยเห็นมันทุกวัน มารู้สึกถึงคุณค่าก็ตอนที่มันหายไป

ด้วยกฎโลกแตกข้อนี้ทำให้เป้าหมายจิตประหวัดคิดถึงเราอย่างปัจจุบันทันด่วน จากความคิดถึงแปรเปลี่ยนเป็นติดเนื้อพึงใจและอาจพัฒนากลายเป็นความรัก กิ้วๆ เทคนิคนี้ง่ายมากๆ

อย่าทำอะไรดีๆให้เขา ปล่อยเขาทำให้เรา
ถ้า เราทำอะไรดีๆให้ใครสักคน เราจะรู้สึกดีกับตัวเองและดีกับสิ่งที่เราทำให้คนอื่น และเพื่อให้คุ้มค่ากับความพยายามที่ทำลงไป เรามักประเมินผู้รับดีเกินจริงไปนิด ผลลัพธ์คือ เราชอบคนๆนั้นมากขึ้น เห็นไหมคะ จิตวิทยาง่ายๆแค่นี้เอง เพราะฉะนั้นปล่อยให้เขาเป็นฝ่ายทำให้เรารับรองว่าเวิร์คแน่นอน ลองดูค่ะ

ส่งสายตา
จาก การศึกษาวิจัย (อีกแล้ว) พบว่า คู่รักที่ดื่มด่ำในความรักเหลือเกิน ใช้เวลามองกันและกัน 75 เปอร์เซ็นต์ของเวลาที่พูดคุยกัน และถ้ามีบุคคลที่สามเข้ามาแทรกในการสนทนา คู่รักจะละสายตาจากกันไปยังบุคคลที่สามช้ากว่าปกติมนุษย์ ซึ่งคนปกติใช้เวลามองกันและกันในระหว่างสนทนาแค่ 30-60 เปอร์เซ็นท์เท่านั้น ลองพยายามมองเป้าหมายขณะคุยกับเราสัก 75 เปอร์เซ็นท์ของเวลาทั้งหมด วิธีนี้เป็นเทคนิคล่อลวงสมองของเขา สมองจะรับรู้ครั้งสุดท้ายที่มีคนมอง ยิ่งมองนานๆมองบ่อยๆยิ่งดี นั่นหมายถึงคนที่ส่งสายตามาอาจตกหลุมรักเข้าให้แล้ว ว้าว ! สมองจึงคิดว่า โอเค ตกหลุมรักคนมองด้วยเหมือนกัน แล้วสมองจะเริ่มหลั่งสาร phenylethylamine หรือ PEA ตัวเดียวกับที่เรามีเมื่อตกหลุมรักครั้งแรก

สารตัวนี้ทำให้ฝ่ามือชื้นเหงื่อ ท้องมวนหวิวราวกับมีผีเสื้อบินว่อนนับร้อยอยู่ในท้อง ถ้าเราทำให้เป้าหมายหลั่งสารตัวนี้ออกมาได้มากเท่าไร เขาก็ยิ่งตกหลุมรักเรามากเท่านั้น ดังนั้นพยายามส่งสายตาแสดงความชื่นชมบูชาไปเรื่อยๆ ขยันเข้าไว้ ใจหินแค่ไหนย่อมหวั่นไหวเข้าสักวัน สู้ๆ !

อย่ามองไปทางอื่น
ใน เมื่อคู่รักมองกันไม่วางตาในระหว่างพูดคุย และกว่าจะละสายตาไปหาบุคคลที่สามซึ่งโผล่เข้ามาร่วมวงก็แทบต้องเอาช้างมาลาก ถ้าเราเอาเทคนิคนี้ไปทำกับเป้าหมายซึ่งยังไม่อินเลิฟกับเรา นั่นเป็นการเล่นกลกับสมองของเป้าหมายให้หวั่นไหว ดีไม่ดีอาจไปเพิ่ม PEA ในกระแสเลือดของเป้าหมายให้มากขึ้น

เทคนิคตาหวานนี้ง่ายๆ แค่ใช้สมาธิอย่าวอกแวก ล็อคสายตาไว้ที่เป้าหมายในขณะสนทนากัน แม้คุยกันจบแล้วหรือมีคนมาร่วมแจมก็ให้แช่สายตาอยู่อย่างนั้น จนเมื่อจำเป็นต้องหันไปทางอื่น ให้ทำท่าลากสายตาแบบฝืนใจเหลือทน หันหน้าไปก่อนแล้วลากสายตาตามไปทีหลัง (หันไปแค่ 3-4 วินาทีก็พอ) เป้าหมายจะสัมผัสได้ถึงความหวามไหวโรแมนติคซึ่งจี๊ดเข้าหัวใจ เทคนิคนี้อาจดูไม่ขลังหรือน่าประทับใจเท่าไร แต่รับประกันว่าเวิร์ค 100 เปอร์เซ็นท์ค่ะ วาบหวิวแทบลืมหายใจเชียวละ

ในกรณีที่ขี้อายจนไม่กล้าส่งสายตาโจ่งแจ้ง ช่วงล็อคสายตาหวานเชื่อมให้นึกถึงลูกบอลที่กำลังเด้งกระดอน หันหน้าไปหาบุคคลที่สามที่เข้ามาแจม และทุกครั้งที่บุคคลนี้จบประโยคหรือประเด็น ให้ส่งสายตาเด้งกลับมาที่เป้าหมาย นี่คือการเช็คว่าเป้าหมายมีปฏิกิริยากับผู้พูดอย่างไร และเป็นการบอกใบ้ให้เป้าหมายรู้ว่าเราสนใจตัวเขามากกว่าบุคคลที่สาม

ดวงตาไม่โกหก
ตาม ปกติรูม่านตาจะขยายกว้างเมื่อมองสิ่งที่พึงใจ เพราะฉะนั้นฝึกเอาไว้ค่ะ ทุกครั้งที่มองเป้าหมาย เติมอารมณ์ชื่นชมบูชาหลงใหลให้เต็มหัวอก รูม่านตาจะขยายโดยอัตโนมัติ ซึ่งของแบบนี้สังเกตุเห็นได้ค่ะ เป้าหมายจะรู้ทันทีว่า อุ้ย คนนี้ปิ๊งเราเข้าแล้ว เชื่อเถอะว่าไปไหนไม่รอด ก็สายตาเรามันฟ้องขนาดนี้

โลกสวยงามขึ้น เมื่อเดินช้าลง

โลกสวยงามขึ้น เมื่อเดินช้าลง


เวลาที่เราขับรถเร็ว . . .
ก็เพราะเราต้องการให้ถึงที่หมายเร็วๆ
เป็นการให้ความสำคัญกับปลายทางเป็นสิ่งแรก



แต่บางครั้ง. . .
มีเหมือนกันที่มันเร็วเสียจนเลยบ้าน เลยซอย
ที่เป็นจุดหมายปลายทางไป
เลยทำให้ที่อยากให้เร็ว กลายเป็นช้าไปก็มี
เมื่อเราขับรถช้า หรือไปเรื่อยๆ (มีเวลามากพอ)
ก็หมายถึงว่า เราไม่ได้รีบร้อน
เพียงแค่จะไปให้ถึงปลายทางเพียงอย่างเดียว

ไขปริศนา"โลกาวินาศ2012" โลกแตกจริงหรือแค่กระแสตื่นตูม

กระแสข่าวลือในโลก "อินเตอร์เน็ต" ผ่าน "อีเมล์ลูกโซ่" ถึงวันโลกาวินาศ หรือวันโลกแตก เดือนธันวาคม ปีค.ศ.2012 หรือพ.ศ.2555 ตามคำทำนาย "ปฏิทินมายา" และการคาดคะเนถึงปรากฏการณ์วิปริตผิดธรรมชาติต่างๆ หวนกลับมาแพร่สะพัดไปทั่วโลกอีกครั้ง รวมถึงในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่อง "2012" ของฮอลลีวู้ดลงโรงฉาย และค่ายโซนี่พิคเจอร์ส ในฐานะผู้สร้าง จัดทำเว็บไซต์ปลุกกระแสดังกล่าวขึ้นมาเพื่อหวังผลทางการตลาดจนคนในองค์กร "นาซ่า" ต้องทักท้วงว่าเป็นแผนการตลาดที่ไม่เหมาะสม ส่วนข้อเท็จจริงว่าโลกจะแตกจริงตามคำพยากรณ์หรือไม่ วันนี้มาฟังข้อมูลจากนักวิชาการผู้มีความรู้โดยตรงดีกว่า

เริ่มจาก ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า

เหตุที่มีคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์คำทำนายโลกแตก ปี 2012 กันมากขึ้น อาจเป็นเพราะอิทธิพลของการโฆษณาภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่กำลังฉายอยู่ทั่วโลกขณะนี้

นอกจากนั้น การที่มี "โหร" ออกมาทำนายถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตก็อาจจะทำให้มีการพูดถึงกันไปใหญ่ จนกลายเป็นประเด็นที่หลายคนเริ่มตื่นตระหนก

ส่วนตัวแล้วคิดว่า ถ้าจะพูดในแง่หลักฐานที่นักวิทยาศาสตร์ นักธรณีวิทยา และนักฟิสิกส์ รวมทั้งนักดาราศาสตร์ รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทั้งหมดนั้น ยังมีหลักฐานอ่อนเกินไป หรือแทบจะไม่มีอะไรที่จะมาสนับสนุนแนวคิดดังกล่าวได้เลย




อย่างไรก็ตาม อาจจะมีอีกหลายข้อมูลที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่รู้ หรือยังหาไม่เจอ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทุกคนจะเปิดรับฟังข้อมูล รวมทั้งเร่งศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ให้มากขึ้น แล้วจึงไตร่ตรองอย่างรอบคอบว่าควรจะเชื่อดีหรือไม่

แต่ทางที่ดีที่สุด ก็คือ การทำความเข้าใจกับสภาพของโลกที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ และช่วยกันทำให้ดีขึ้นจะดีกว่า

"ในฐานะนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง ผมว่าเราควรเปิดกว้างสำหรับการรับฟังข้อมูลจากทุกด้าน และไตร่ตรองกับข้อมูลเหล่านั้นอย่างรอบคอบ เช่น นักวิทยาศาสตร์เขาเชื่อว่า ปี 2012 โลกยังไม่แตก เพราะเขาศึกษามา มีหลักฐานที่สามารถอ้างอิงและพิสูจน์ได้ ในขณะที่โหรคนหนึ่งบอกว่า ปีดังกล่าวโลกจะแตก เพราะเขานั่งทางในเห็น เหตุผลแบบนี้ผมก็ฟัง และทุกคนก็ฟัง แต่ก็ต้องมาคิดแล้วว่าเราจะเชื่อใครดี" ดร.อานนท์กล่าว

ด้าน คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ แสดงทรรศนะในเรื่องเดียวกันว่า

เรื่องปี 2012 นี้เป็นสิ่งที่หลายคนกำลังกังวลอยู่ว่าในอนาคตจะมีอะไรเกิดขึ้นกับโลกของเราบ้าง เพราะปัจจุบันเรามีความรู้เกี่ยวกับโลกยังไม่มากพอ

รักคือ ??

รักคือ การให้ไม่สิ้นสุด
รักคือ การไม่หยุดรักต่อหน้า
รักคือ ใจที่หวงใยกันสืบมา
รักยิ่งกว่า คือ รัก ตลอดไป

วันจันทร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2553

วันอาทิตย์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2553

piglet


พิกเลต เป็นหมูสีชมพูตัวเล็ก ( ถ้าไม่บอกก็คงไม้รู้ว่าเป็นหมู ) อาจเป็นเพราะว่ามันตัวเล็ก มันจึงขี้ขลาด ขี้กลัว แต่มันจะอุ่นใจและมีความเชื่อมั่นมากขึ้นเมื่อมีพูห์มาอยู่ใกล้ๆ อย่างตอนนี้ พิกเลตเจอะเฮฟฟาลัมป์
วันหนึ่งคริสโตเฟอร์ โรบิน กับวินนี่เดอะพูห์ กับพิกเลตกำลังคุยกัน และนั่งกินอะไรซักอย่างด้วยกัน กลางป่า 100 เอเคอร์อยู่ คริสโตเฟอร์ โรบินอวดว่าวันนี้ได้เจอเฮฟฟาลัมป์ตัวหนึ่ง ส่วนพูห์และพิกเลตก็ไม่แน่ใจนักว่าตัวเองเคยเจอหรือเปล่าเพราะไม่รู้ว่าเฮฟฟาลัมป์เนี่ยหน้าตามันเป็นยังไง ระหว่างทางกลับบ้านพูห์กับพิกเลตวางแผนจะจับเฮฟฟาลัมป์กัน โดยพิกเลตเป็นขุดหลุมทำกับดัก แล้วพูห์ก็จะหาอะไรซักอย่างมาล่อ มันจึงกลับบ้านแล้วไปค้นอะไรบางอย่างในตู้ มันตกลงใจเอาน้ำผึ้งสักโถหนึ่ง...แล้วมันก็เดินตุ้บตั้บหอบโถน้ำผึ้งไปหาพิกเลต พิกเลตขุดหลุมซะลึกเชียว... หลังจากวางกับดักเสร็จ พูห์กับพิกเลตก็กลับไปนอน แต่พูห์ก็นอนไม่หลับซักที นับแกะก็แล้ว แต่เฮฟฟาลัมป์ก็โผล่มาทุกที พูห์ทนไม่ได้ต้องหาอะไรใส่ท้องซักหน่อยเผื่อมันจะนอนหลับสบายก็ได้ เฮ้! ก็โถน้ำผึ้งของพูห์อยู่ในหลุมเฮฟฟาลัมป์ พูห์ตามความหิวไปที่หลุมดัก มันกินไปอย่างเอร็ดอร่อย เลียจนถึงก้นโถ โอ๊ะ! มันเอาหัวยัดเข้าไปในโถแล้ว...แล้วดึงออกไม่ได้ พิกเลตตกใจตื่นขึ้นมาด้วยความกล้าๆ กลัวๆ พอไปถึงที่ปากหลุมมันยิ่งแน่ใจว่าเป็นเฮฟฟาลัมป์แน่นอน พิกเลตจึงบึ่งไปหาคริสโตเฟอร์ โรบิน คริสโตเฟอร์ โรบินผู้มีสติดีที่สุดก็เป็นผู้เฉลยและช่วย เจ้าเฮฟฟาลัมป์ตัวนั้นออกมา.